เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่พึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นกฎหมายที่อยู่ในความสนใจของสาธารณะชนและมีผลกระทบต่อบุคคลทุกกลุ่มอย่างกว้างขวาง ผู้ให้บริการระบบสารสนเทศ (IT) ขององค์กรจะต้องมีความรู้ความเข้าใจ เพื่อที่จะสามารถปกป้ององค์กรสามารถใช้กฎหมายฉบับนี้เอาผิดกับผู้ประสงค์ร้าย รวมไปถึงให้ความร่วมมือกับทางราชการในการตรวจจับผู้กระทำผิดที่อาจจะผ่านมาใช้ระบบเป็นต้นในลำดับแรก ผู้ดูแลระบบ จำเป็นต้องสำรวจและทำความเข้าใจในโครงสร้างและส่วนประกอบของระบบสารสนเทศ (IT) ในองค์กรของตนเอง ว่าระบบสารสนเทศในองค์กรของท่านมีการให้บริการผู้ใช้งานทั้งภายในและภายนอกองค์กรในการเชื่อมต่อกับเครือข่าย (อินเตอร์เน็ตและอินทราเนต) และแอปพลิเคชั่นทางเครือข่ายทางใดบ้าง และการให้บริการผ่านเครือข่ายเหล่านั้นมีกลไกการระบุตัวตนผู้ใช้งาน (User Identification) และหมายเลขไอพีแอดเดรส (IP address) ตลอดจนมีข้อมูลจราจร (Log) ที่เก็บข้อมูลผู้ใช้งานและหมายเลขไอพีแอดเดรส, วัน-เวลา ที่ผู้ใช้งานใช้บริการผ่านเครือข่ายเหล่านั้นหรือไม่ ซึ่งบางบริการผ่านเครือข่ายอาจมีกลไกการระบุตัวตนผู้ใช้แต่ไม่ได้ติดตั้งการสร้างข้อมูลจราจรซึ่งผู้ดูแลระบบจะต้องติดตั้ง (Enable) เพิ่มเติม หรือบางบริการเครือข่ายอาจไม่มีกลไกในการระบุตัวตนผู้ใช้งาน ซึ่งผู้ดูแลระบบจะต้องจัดหากลไกการระบุตัวตนผู้ใช้งานที่เหมาะสม เช่น การสร้าง User ID อย่างง่ายโดยการเก็บในไฟล์หรือฐานข้อมูล หรือการนำเอา Directory Service เช่น Microsoft Active Directory มาใช้เพื่อเป็นกลไกในการระบุตัวตนของผู้ใช้งาน หากผู้ดูแลระบบ ไม่สามารถจัดเก็บข้อมูลจราจรโดยละเอียดถึงชื่อผู้ใช้แต่ละราย หมายเลขไอพีแอดเดรสและวันเวลา ที่ใช้งานนั้น จะถึอว่ามิได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้หากพนักงานเจ้าหน้าที่ขอข้อมูลอาจจะถูกปรับหรือจำคุกได้
 |
หลังจากที่ได้จัดเตรียมการระบุตัวตนของผู้ใช้รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการให้บริการทางเครือข่าย ซึ่งจะเป็นแหล่งข้อมูลที่จะเก็บหลักฐานสำคัญในการสืบสวนเมื่อมีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วนั้น ขั้นตอนต่อมาคือ การเก็บรักษาข้อมูลจราจรที่ได้จากบริการทางเครือข่าย โดยจะต้องเก็บในลักษณะที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหาย
หรือสามารถแก่ไขข้อมูลได้ และจะต้องสามารถนำออกมาใช้เป็นหลักฐานได้เมื่อจำเป็น ซึ่งผู้ดูแลระบบจะต้องศึกษา
ประกาศหลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ พ.ศ. 2550 ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จาก
เว็บไซด์ของกระทรวงไอซีที (http://www.mict.go.th) หรือเว็บไซด์คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
(http://www.etcommission.go.th) นอกจากนี้ ผู้ดูแลระบบจะต้องตั้งเวลาของเครื่องเซอร์เวอร์ทั้งหมดในองค์กรให้มีตรงกับเวลามาตรฐาน เมื่อผู้ดูแลระบบมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างของระบบสารสนเทศในองค์กรและข้อมูลจราจรที่จำเป็นต้องจัดเก็บแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการเลือกเครื่องมือในการจัดเก็บข้อมูลจราจรที่เหมาะสมกับข้อมูลจราจรที่มี รวมไปถึงต้องเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับลักษณะการให้บริการผ่านเครือข่ายขององค์กรว่ามีความเสี่ยงต่อที่ถูกโจมตีหรืออาจจะถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อการกระทำผิดตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ในระดับใด
สำหรับองค์กรขนาดเล็ก ที่มีเซอร์เวอร์น้อยกว่า 10 เครื่องและ/หรือ ให้บริการผ่านเครือข่ายแก่พนักงาน สำหรับการดำเนิน
กิจการขององค์กรแบบพื้นฐานเท่านั้น โดยมิได้จัดหาเครื่องมือใดๆ เพิ่มเติม การจัดเก็บข้อมูลจราจร สามารถทำได้โดยการรันชุดคำสั่ง (script) ให้ทำการเก็บรวมรวมข้อมูลจราจร (archive) บนเครื่องเซอร์เวอร์ต่างๆที่มี ไปรวบรวมไว้ในไฟล์เซอร์เวอร์ที่ส่วนกลางอัตโนมัติตามเวลาที่กำหนด ซึ่ง Windows Server 2003 R2 สามารถกำหนด Scheduler ให้สามารถทำคำสั่งอัตโนมัติดังกล่าวได้ตามรอบเวลาที่กำหนด เช่นทุกเที่ยงคืนของทุกวัน เป็นต้น ซึ่งสามารถดูตัวอย่างชุดคำสั่งได้จาก http://msdn.microsoft.com โดยค้นหาคำว่า log archiving script และเลือกชุดคำสั่งที่เหมาะสมกับการให้บริการทางเครือข่ายในองค์กรของท่าน
สำหรับองค์กรขนาดกลาง ที่มีเซอร์เวอร์มากกว่า 10 เครื่องแต่น้อยกว่า 30 เครื่อง และ/หรือ ให้บริการผ่านเครือข่ายแก่
พนักงานจำนวนมากและให้บริการผ่านเครือข่ายที่หลากหลาย , ผู้ใช้งานสามารถการเชื่อมต่อกับเครือข่ายสารสนเทศของ
องค์กรในหลายรูปแบบ, มีทีมผู้ดูแลระบบหลายท่าน และ/หรือให้บริการข้อมูลแก่บุคคลภายนอกเช่น Web site ซึ่ง
องค์กรขนาดกลางจะมีระดับความเสี่ยงที่ระบบสารสนเทศขององค์กรจะถูกโจมตีหรือเป็นเครื่องมือต่อการกระทำผิดตาม
พระราชบัญญัติฉบับนี้ มากขึ้นกว่าองค์กรขนาดเล็กที่ให้บริการแต่พนักงานขององค์กรเท่านั้น สำหรับเครื่องมือที่
เหมาะสมกับองค์กรขนาดกลาง จะต้องมีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลจราจรที่มีจำนวนมากขึ้น และมีมาตรการใน
การปกป้องการจัดเก็บข้อมูลจราจรที่สูงขึ้นและจะต้องนำข้อมูลจราจรที่เก็บไว้กลับออกมา (Restore) ได้เมื่อมีการฟ้องร้อง
หรือมีการร้องขอจากภาครัฐได้โดยง่าย ซึ่งไมโครซอฟท์มีเครื่องมือที่เหมาะสมกับปริมาณข้อมูลจราจรในองค์กรขนาดกลาง
คือ Log Parser ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีที่เวบไซด์ของไมโครซอฟท์ Log Parser จะทำหน้าที่คัดเลือกข้อมูลจราจรที่
ต้องจัดเก็บและส่งต่อให้ SQL Server 2005 Standard Edition ในการจัดเก็บต่อไป การเก็บข้อมูลลงระบบฐานข้อมูลของ SQL Server 2005 นี้จะมีข้อดีคือสามารถกำหนดสิทธิในการเข้าไปแก้ไขหรือลบได้ นอกจากนี้ยังสามารถออกรายงานต่างๆได้อย่างง่ายดายตามความต้องการอีกด้วย
 |
สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ ที่มีเซอร์เวอร์มากกว่า 30 เครื่อง และ/หรือ ให้บริการผ่านเครือข่ายแก่พนักงานจำนวนมากและ
ให้บริการผ่านเครือข่ายที่หลากหลาย , ผู้ใช้งานสามารถการเชื่อมต่อกับเครือข่ายสารสนเทศขององค์กรในหลายรูปแบบ , มี
ทีมผู้ดูแลระบบหลายท่าน หรือ หลายทีม และ /หรือให้บริการข้อมูลและกระดานข้อความแก่บุคคลภายนอกเช่น Web site
หรือ Web blog สำหรับองค์กรที่มีเครือข่ายสารสนเทศในลักษณะนี้ จะมีระดับความเสี่ยงที่ระบบสารสนเทศขององค์กร
จะถูกโจมตีหรือเป็นเครื่องมือต่อการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติฯสูงที่สุด ไม่ว่าจะมาจากพนักงานภายในองค์กรหรือภัย
คุกคามที่มาจากทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งองค์กรขนาดใหญ่นี้จำเป็นที่จะต้องจัดหาเครื่องมือในการจัดเก็บข้อมูลจราจรที่สามารถรองรับการเก็บข้อมูลจราจรเป็นจำนวนมาก,รองรับรูปแบบข้อมูลจราจรที่หลากหลาย และสามารถจัดเก็บข้อมูลจราจรได้อย่างปลอดภัยซึ่งผู้บุกรุกจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลจราจรได้โดยง่าย รวมทั้งเครื่องมือในการจัดเก็บข้อมูลจราจร
จะต้องสามารถนำข้อมูลจราจรที่จัดเก็บไว้ออกมา (Restore)ได้เมื่อมีการฟ้องร้องหรือมีการร้องขอจากภาครัฐ ซึ่ง
ไมโครซอฟท์มีเครื่องมือในการจัดเก็บข้อมูลจราจรจำนวนมากและปลอดภัย ได้แก่ System Center Operations
Manager 2007 ที่ทำงานร่วมกับ SQL Server 2005 Enterprise Edition ในการจัดเก็บข้อมูลจราจรหลากหลาย
 |
รูปแบบตามลักษณะการให้บริการทางเครือข่ายต่างๆ พร้อมทั้งมีมาตรการรักษาความปลอดภัยในการส่งข้อมูลจราจรกลับมาที่ศูนย์กลางโดยการเข้ารหัสข้อมูลก่อนส่ง และกำหนดมาตรการการเข้าถึงข้อมูลและสามารถเก็บลงสื่อถาวร /กี่งถาวร(DVD, CD / Storage) เพื่อป้องกันข้อมูลจราจรถูกทำลายหรือเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ System Center Operations Manager 2007 ยังมีรายงานสถิติ( Statistic Report ) ที่เป็นประโยชน์มากมายที่องค์กรสามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงระบบสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยเพิ่มขึ้น และในกรณีที่ต้องการตรวจเช็คว่าเครื่อง คอมพิวเตอร์เครื่องใดในองค์กร มีการเก็บรูปหรือ file ที่ขัดกับกฎหมาย รวมไปถึงมีการใช้งานโปรแกรมบางตัวซึ่งมี ความสามารถในการเจาะระบบได้ ก็สามารถตรวจจับได้โดยการติดตั้ง System Center Configuration Manager 2007 เพื่อใช้ในการจัดการดังกล่าว ทั้งนี้ การที่จะเข้าไปสืบค้นหาข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆนั้น จะต้องกำหนดเป็น นโยบายให้ชัดเจนจะได้ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้
ขอขอบคุณ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ที่เอื้อเฟื้อข้อมูล
(ทางบริษัทฯ เปิดอบรมการทำระบบเก็บ Log ตามพรบ. ฉบับนี้สนใจคลิกเลย) |